อ่านมาแล้วติดใจ จากหนังสือ คุยกับประภาส
มติชน หน้า 14 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
พี่ประภาส
อย่าว่ากันนะคะที่เขียนมาถามปัญหาหัวใจ อยากคุย
แต่ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร
กับเพื่อนชายคนนี้ยอมรับว่าดีกว่าทุกคนที่ผ่านมา
น้อยใจอยู่ว่า คบกันมา 4 ปีกว่าแล้ว ความสัมพันธ์ดูเหมือน
จะอยู่ที่เก่า ครั้งสุดท้ายชวนเขามากินข้าวที่บ้านเพื่อจะได้
เจอคุณพ่อที่มาจากต่างจัวหวัด เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน ใน
ความเห็นของพี่ คนเราคบกัน 4-5 ปี แล้วไม่ไปถึงไหน เรา
ควรจะหยุดไหม
Burani
เป็นเรื่องจริงนะครับที่ผมไม่ชอบคุยเรื่องปัญหา
หัวใจ จะเรียกว่าไม่สันทัดกรณีเลยก็่น่าจะได้
อ่านจดหมายของคุณจบก็ไม่รู้จะตอบอะไรไอ้ตรง
ที่เป็นคำถามยิ่งไม่น่าตอบ คนเราจะคบกันห้าปีสิบปี เวลา
ไม่น่าจะใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด ความเข้าใจในกันความยอม
รับในจุดดีจุดด้อยของแต่ละฝ่ายต่างหากที่สำคัญกว่า ส่วน
ไอ้เรื่องความสัมพันธ์ของคุณที่ไม่พัฒนาไปถึงไหนก็พูดยาก
ผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ของคุณขณะนี้เป็น
ขนาดไหน แตกต่างจากเมื่อก่อนขนาดไหน จะได้เปรียบ
เทียบกันได้ถูก
แต่ขออณุญาตแนะนำอย่างหนึ่งนะครับ ว่าถ้ารำคาญ
มากๆ ก็ถามเอากับเขาตรงๆ เถิด
ผมสนใจความน้อยใจของคุณมากกว่า
มีเรื่องสั้นสนุกๆ มาให้อ่านกันเล่นๆ เรื่องหนึ่ง ลอง
อ่านดูสิครับ
สุธีกับอำภาเจอกันที่ลานโบว์ลิ่ง อำภาเพิ่งเข้ามา
โยนโบว์ลิ่งเป็นครั้งแรก เธอโยนลูกโบว์ลิ่งข้ามเลนไป 7 เลน
มาตกแทบเท้าของสุธี
สุธีหันกลับไปมองที่มาของลูกโบว์ลิ่ง "รักแรกพบ" เขา
นึกในใจ แล้วก็ขว้างลูกโบว์ลิ่งลูกนั้นข้ามกลับไปอีก 7 เลน
มาตกทับตีนอำภา เธอฝืนยิ้ม
แล้วทั้งสองก็คบหากัน
เย็นวันหนึ่งบนเก้าอี้บริเวณหน้าช่องโยนโบว์ลิ่ง สุธีกับ
อำภานั่งมองโคมไฟบนเพดานกันเงียบๆ หลังจากที่โยนลูก
โบว์ลิ่งทับขาเด็กเสิร์ฟแถวนั้นหักไป 2-3 คน
"สุธี คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าเราน่ะคบกันมาจะครบปี
หนึ่งแล้ว" อำภาถามขึ้นเบาๆ
สุธีเงียบไป เขาเอามือลูบไล้ลูกโบว์ลิ่งสีดำเล่นพลาง
คิดว่า ถ้าเขาจะเปลี่ยนลูกโบว์ลิ่งเป็นสีช็อกกิ้งพิ้งก็คงไม่เลว
สีสเปรย์ที่ใช้พ่นในสมัยนี้ติดทนทานดีเสียด้วย สุธีเอามือลูบ
ไปลูกมา นิ้วชี้ก็ดันไปติดอยู่ในรูแหย่นิ้ว
อำภารู้สึกอึดอัดในความเงียบ เริ่มคิดไปอีกทางว่า
เธอไปกวนใจเขามากเกินไปหรือเปล่าที่พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขา
จะว่าเธอพูดเพื่อผูกมัดเขา
"อะไรนะ นี่จะหนึ่งปีแล้วหรือ" สุธีพูดขึ้นมา ตอนนี้
นิ้วกลางติดเข้าไปอีกนิ้วหนึ่ง
อำภาคิดต่อ "หรือเราคิดไกลไปถึงขั้นแต่งการแต่ง
งานเลย เราไม่ควรที่จะไปหวังอะไรลมๆ แล้งๆ กับผู้ชายที่
คบกันมาแค่หนึ่งปี"
"หนึ่งปี" สุธีคิด "นั่นหมายความว่า เราเล่นโบว์ลิ่ง
มาสองปีแล้วสิ เพราะตอนที่เจออำภาเราเล่นมาหนึ่งปีแล้ว
ลูกโบว์ลิ่งลูกนี้ก็ซื้อมาตั้ง 2 ปีแล้วด้วย แต่แปลกใจอยู่อย่าง
ทำไมรูนิ้วยังไม่หลวมพอดีนิ้วเสียที"
อำภาเองก็ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
"เขาทำหน้าครุ่นคิดอย่างนี้ เขาคงจะไม่สนใจในความ
สัมพันธ์จริงๆ ด้วย"
สุธีพยายามดึงนิ้วออก เขาคิด "วันนี้ถ้าเราเอาลูก
โบว์ลิ่งกลับบ้าน น่าจะแวะปากซอยซื้อตะไบมาขัดรูนิ้วสัก
หน่อยคงดี แต่ร้านปากซอยขายของแพงชะมัด"
ความคิดคำนึงแต่เพียงฝ่ายเดียวยังคงทำงานต่อไป
อำภาเริ่มรู้สึกโหวงๆ อยู่ข้างใน เธอเริ่มโทษตังเองว่าไม่ควร
ชวนเค้าคุยเรื่องนี้ ภาพฝันที่เธอวาดถึงผู้ชายของเธอมัน
อาจจะมากเกินไป เธอฝันอยากได้ยินคำว่าไม้เท้ายอดทอง
กระบองยอดเพชรในงานแต่งงาน บางทีมันอาจจะมากเกิน
ไปจริงๆ
"ฉันเข้าใจแล้วละ" เธอแอบปาดน้ำตา "ทั้งไม้เท้า
ทั้งกระบอง มันไม่มีหรอกทั้งสองอย่าง"
"อะไรนะ" สุธีดึงนิ้วออกมาจนได้ "กระบองอะไร
หรืออำภา" เขานึกวิธีที่จะไม่ต้องใช้ตะไบมาถูรูนิ้วบนลูก
โบว์ลิ่งได้แล้ว กระดาษทรายเบอร์ละเอียดหน่อยน่าจะดี
กว่า แล้วถ้าร้านปากซอยขายแพงนัก เดี๋ยวแวะซื้อที่ห้าง
ก็ได้
"เปล่าหรอก ไม่มีอะไร" อำภาฝืนยิ้ม
คืนนั้นอำภากลับบ้านไปร้องไห้น้ำตาเปียกหมอน ตา
บวมฉึ่งเป็นซาลาเปาไส้หมู แล้วก็ยกหูโทรศัพท์คุยกับสมศรี
เพื่อนสนิท สี่ชั่วโมงเต็มในการโทรศัพท์หมดไปกับการ
วิเคราะห์ทุกคำพูดของการพูดคุยของเธอกับสุธีวันนี้ แล้ว
อำภากับสมศรีก็คุยเรื่องนี้กันไปอีกเป็นสัปดาห์ เรื่องอย่างนี้
คุยกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้เบื่อ
สุธีเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งของอำภาตอนเดิน
เข้าโรงโบว์ลิ่ง เขาถามสั้นๆ ตอนที่คุยเรื่องทั่วๆ ไป
"อำภามีกระบองอะไรหรือ"
อ่านกันสนุกๆ อย่าคิดมากนะครับ ผู้ชายน่ะมักจะ
เฮงซวยกับเรื่องละเอียดอ่อนของความรักอย่างนี้เสมอ ใคร
เป็นสุธี ใครเป็นอำภา ใครเป็นสมศรีในชีวิตจริงไปหาเอา
เองแล้วกัน
ว่าแต่ผมเถิด ไม่ได้เขียนเรื่องสุธีมาหลายปีดีดัก
ชักคิดถึงเขาเสียเล้ว
มติชน หน้า 14 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
พี่ประภาส
อย่าว่ากันนะคะที่เขียนมาถามปัญหาหัวใจ อยากคุย
แต่ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร
กับเพื่อนชายคนนี้ยอมรับว่าดีกว่าทุกคนที่ผ่านมา
น้อยใจอยู่ว่า คบกันมา 4 ปีกว่าแล้ว ความสัมพันธ์ดูเหมือน
จะอยู่ที่เก่า ครั้งสุดท้ายชวนเขามากินข้าวที่บ้านเพื่อจะได้
เจอคุณพ่อที่มาจากต่างจัวหวัด เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน ใน
ความเห็นของพี่ คนเราคบกัน 4-5 ปี แล้วไม่ไปถึงไหน เรา
ควรจะหยุดไหม
Burani
เป็นเรื่องจริงนะครับที่ผมไม่ชอบคุยเรื่องปัญหา
หัวใจ จะเรียกว่าไม่สันทัดกรณีเลยก็่น่าจะได้
อ่านจดหมายของคุณจบก็ไม่รู้จะตอบอะไรไอ้ตรง
ที่เป็นคำถามยิ่งไม่น่าตอบ คนเราจะคบกันห้าปีสิบปี เวลา
ไม่น่าจะใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด ความเข้าใจในกันความยอม
รับในจุดดีจุดด้อยของแต่ละฝ่ายต่างหากที่สำคัญกว่า ส่วน
ไอ้เรื่องความสัมพันธ์ของคุณที่ไม่พัฒนาไปถึงไหนก็พูดยาก
ผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์ของคุณขณะนี้เป็น
ขนาดไหน แตกต่างจากเมื่อก่อนขนาดไหน จะได้เปรียบ
เทียบกันได้ถูก
แต่ขออณุญาตแนะนำอย่างหนึ่งนะครับ ว่าถ้ารำคาญ
มากๆ ก็ถามเอากับเขาตรงๆ เถิด
ผมสนใจความน้อยใจของคุณมากกว่า
มีเรื่องสั้นสนุกๆ มาให้อ่านกันเล่นๆ เรื่องหนึ่ง ลอง
อ่านดูสิครับ
สุธีกับอำภาเจอกันที่ลานโบว์ลิ่ง อำภาเพิ่งเข้ามา
โยนโบว์ลิ่งเป็นครั้งแรก เธอโยนลูกโบว์ลิ่งข้ามเลนไป 7 เลน
มาตกแทบเท้าของสุธี
สุธีหันกลับไปมองที่มาของลูกโบว์ลิ่ง "รักแรกพบ" เขา
นึกในใจ แล้วก็ขว้างลูกโบว์ลิ่งลูกนั้นข้ามกลับไปอีก 7 เลน
มาตกทับตีนอำภา เธอฝืนยิ้ม
แล้วทั้งสองก็คบหากัน
เย็นวันหนึ่งบนเก้าอี้บริเวณหน้าช่องโยนโบว์ลิ่ง สุธีกับ
อำภานั่งมองโคมไฟบนเพดานกันเงียบๆ หลังจากที่โยนลูก
โบว์ลิ่งทับขาเด็กเสิร์ฟแถวนั้นหักไป 2-3 คน
"สุธี คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าเราน่ะคบกันมาจะครบปี
หนึ่งแล้ว" อำภาถามขึ้นเบาๆ
สุธีเงียบไป เขาเอามือลูบไล้ลูกโบว์ลิ่งสีดำเล่นพลาง
คิดว่า ถ้าเขาจะเปลี่ยนลูกโบว์ลิ่งเป็นสีช็อกกิ้งพิ้งก็คงไม่เลว
สีสเปรย์ที่ใช้พ่นในสมัยนี้ติดทนทานดีเสียด้วย สุธีเอามือลูบ
ไปลูกมา นิ้วชี้ก็ดันไปติดอยู่ในรูแหย่นิ้ว
อำภารู้สึกอึดอัดในความเงียบ เริ่มคิดไปอีกทางว่า
เธอไปกวนใจเขามากเกินไปหรือเปล่าที่พูดแบบนี้ เดี๋ยวเขา
จะว่าเธอพูดเพื่อผูกมัดเขา
"อะไรนะ นี่จะหนึ่งปีแล้วหรือ" สุธีพูดขึ้นมา ตอนนี้
นิ้วกลางติดเข้าไปอีกนิ้วหนึ่ง
อำภาคิดต่อ "หรือเราคิดไกลไปถึงขั้นแต่งการแต่ง
งานเลย เราไม่ควรที่จะไปหวังอะไรลมๆ แล้งๆ กับผู้ชายที่
คบกันมาแค่หนึ่งปี"
"หนึ่งปี" สุธีคิด "นั่นหมายความว่า เราเล่นโบว์ลิ่ง
มาสองปีแล้วสิ เพราะตอนที่เจออำภาเราเล่นมาหนึ่งปีแล้ว
ลูกโบว์ลิ่งลูกนี้ก็ซื้อมาตั้ง 2 ปีแล้วด้วย แต่แปลกใจอยู่อย่าง
ทำไมรูนิ้วยังไม่หลวมพอดีนิ้วเสียที"
อำภาเองก็ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
"เขาทำหน้าครุ่นคิดอย่างนี้ เขาคงจะไม่สนใจในความ
สัมพันธ์จริงๆ ด้วย"
สุธีพยายามดึงนิ้วออก เขาคิด "วันนี้ถ้าเราเอาลูก
โบว์ลิ่งกลับบ้าน น่าจะแวะปากซอยซื้อตะไบมาขัดรูนิ้วสัก
หน่อยคงดี แต่ร้านปากซอยขายของแพงชะมัด"
ความคิดคำนึงแต่เพียงฝ่ายเดียวยังคงทำงานต่อไป
อำภาเริ่มรู้สึกโหวงๆ อยู่ข้างใน เธอเริ่มโทษตังเองว่าไม่ควร
ชวนเค้าคุยเรื่องนี้ ภาพฝันที่เธอวาดถึงผู้ชายของเธอมัน
อาจจะมากเกินไป เธอฝันอยากได้ยินคำว่าไม้เท้ายอดทอง
กระบองยอดเพชรในงานแต่งงาน บางทีมันอาจจะมากเกิน
ไปจริงๆ
"ฉันเข้าใจแล้วละ" เธอแอบปาดน้ำตา "ทั้งไม้เท้า
ทั้งกระบอง มันไม่มีหรอกทั้งสองอย่าง"
"อะไรนะ" สุธีดึงนิ้วออกมาจนได้ "กระบองอะไร
หรืออำภา" เขานึกวิธีที่จะไม่ต้องใช้ตะไบมาถูรูนิ้วบนลูก
โบว์ลิ่งได้แล้ว กระดาษทรายเบอร์ละเอียดหน่อยน่าจะดี
กว่า แล้วถ้าร้านปากซอยขายแพงนัก เดี๋ยวแวะซื้อที่ห้าง
ก็ได้
"เปล่าหรอก ไม่มีอะไร" อำภาฝืนยิ้ม
คืนนั้นอำภากลับบ้านไปร้องไห้น้ำตาเปียกหมอน ตา
บวมฉึ่งเป็นซาลาเปาไส้หมู แล้วก็ยกหูโทรศัพท์คุยกับสมศรี
เพื่อนสนิท สี่ชั่วโมงเต็มในการโทรศัพท์หมดไปกับการ
วิเคราะห์ทุกคำพูดของการพูดคุยของเธอกับสุธีวันนี้ แล้ว
อำภากับสมศรีก็คุยเรื่องนี้กันไปอีกเป็นสัปดาห์ เรื่องอย่างนี้
คุยกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้เบื่อ
สุธีเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งของอำภาตอนเดิน
เข้าโรงโบว์ลิ่ง เขาถามสั้นๆ ตอนที่คุยเรื่องทั่วๆ ไป
"อำภามีกระบองอะไรหรือ"
อ่านกันสนุกๆ อย่าคิดมากนะครับ ผู้ชายน่ะมักจะ
เฮงซวยกับเรื่องละเอียดอ่อนของความรักอย่างนี้เสมอ ใคร
เป็นสุธี ใครเป็นอำภา ใครเป็นสมศรีในชีวิตจริงไปหาเอา
เองแล้วกัน
ว่าแต่ผมเถิด ไม่ได้เขียนเรื่องสุธีมาหลายปีดีดัก
ชักคิดถึงเขาเสียเล้ว